วิวัฒนาการของคอนโทรลเลอร์ Joystick จนมาถึง DualSense

Deep Dives1 week ago41 Views

คอนโทรลเลอร์เกมเปรียบเสมือนสะพานเชื่อมโยงระหว่างผู้เล่นและโลกเสมือนจริงในวิดีโอเกม นับตั้งแต่ยุคเริ่มต้นของวิดีโอเกม คอนโทรลเลอร์ได้มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ จากอุปกรณ์ควบคุมที่เรียบง่ายไปจนถึงอุปกรณ์ที่ซับซ้อนและเต็มไปด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยในปัจจุบัน บทความนี้จะพาผู้อ่านย้อนรอยประวัติศาสตร์อันน่าทึ่งของคอนโทรลเลอร์เกม ตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน โดยเน้นที่นวัตกรรมสำคัญและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในแต่ละยุคสมัย

จุดเริ่มต้นแห่งการควบคุม: ยุคบุกเบิกของคอนโทรลเลอร์เกม

เกมแรกๆ และวิธีการควบคุม

จุดเริ่มต้นของคอนโทรลเลอร์เกมนั้นเก่าแก่พอๆ กับอุตสาหกรรมวิดีโอเกมเอง โดยทั่วไปแล้ว คอนโทรลเลอร์เกมยุคแรกๆ มักถูกออกแบบมาเพื่อเกมใดเกมหนึ่งโดยเฉพาะ หนึ่งในวิดีโอเกมแรกๆ ที่มีการสร้างคอนโทรลเลอร์ขึ้นมาคือเกม Tennis for Two ในปี 1958 อุปกรณ์ควบคุมของเกมนี้ไม่ได้มีลักษณะเป็นคอนโทรลเลอร์แบบที่เราคุ้นเคยกัน แต่เป็นกล่องโลหะขนาดใหญ่ที่มีหน้าปัด ปุ่มสีแดงขนาดเล็ก และสกรูสี่ยึด แม้ว่าการออกแบบจะดูดิบและใช้งานยาก แต่ Tennis for Two ก็ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์วิดีโอเกม และคอนโทรลเลอร์ของมันก็สมควรได้รับการกล่าวถึงในฐานะจุดเริ่มต้นของการควบคุมเกมด้วยอุปกรณ์ภายนอก

ต่อมาในปี 1962 เกม Spacewar! ซึ่งหลายคนยกให้เป็นวิดีโอเกมแรกของโลก ได้ถูกพัฒนาขึ้น ในช่วงแรก เกมนี้ถูกควบคุมด้วยสวิตช์ที่ติดตั้งอยู่บนหน้าจอแสดงผลของคอมพิวเตอร์ DEC PDP-1 ซึ่งพบว่าใช้งานยากและไม่สะดวก ทำให้ Alan Kotok และ Bob Saunders พัฒนาอุปกรณ์ควบคุมแบบแยกออกมาสำหรับเกมนี้ อุปกรณ์นี้มีสวิตช์สำหรับเลี้ยวซ้ายและขวา สวิตช์สำหรับเร่งเครื่องหรือใช้ระบบไฮเปอร์สเปซ และปุ่มสำหรับยิงตอร์ปิโด ปุ่มเหล่านี้ถูกออกแบบมาให้ไม่มีเสียง เพื่อไม่ให้ผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามรู้ตัวเมื่อมีการยิงตอร์ปิโด แผงควบคุมที่เรียบง่ายนี้ได้รับการยกย่องจากหลายๆ คนว่าเป็นคอนโทรลเลอร์เกมแรกของโลก

ในปี 1972 Magnavox Odyssey ได้ถูกวางจำหน่ายในฐานะเครื่องเล่นเกมคอนโซลสำหรับบ้านเครื่องแรก คอนโทรลเลอร์ของ Odyssey มีลักษณะเรียบง่าย ประกอบด้วยปุ่มรีเซ็ตและปุ่มหมุนสองปุ่ม โดยปุ่มซ้ายควบคุมการเคลื่อนที่ในแนวนอน และปุ่มขวาควบคุมการเคลื่อนที่ในแนวตั้ง คล้ายกับการควบคุมของ Etch-a-Sketch คอนโทรลเลอร์นี้มีความสามารถและการออกแบบที่จำกัด เนื่องจากเกมส่วนใหญ่ของ Odyssey เป็นเกมที่เรียบง่าย เช่น เกม Pong ที่ต้องการเพียงการเคลื่อนที่ในแนวตั้งและแนวนอนเพื่อควบคุมไม้ตี

คอนโทรลเลอร์ยุคแรก: จอยสติ๊ก, แป้นหมุน, และปุ่มกด

ในช่วงแรกๆ ของวิดีโอเกม แป้นหมุน (Paddle) เป็นคอนโทรลเลอร์ที่ได้รับความนิยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเกมประเภท Pong และเกมที่คล้ายกันในยุคที่สองของเครื่องเล่นเกมคอนโซล แป้นหมุนเป็นคอนโทรลเลอร์แบบอนาล็อกที่มีวงล้อและปุ่มยิงหนึ่งปุ่มหรือมากกว่า โดยทั่วไปแล้ว วงล้อจะใช้เพื่อควบคุมการเคลื่อนที่ของผู้เล่นหรือวัตถุตามแกนใดแกนหนึ่งบนหน้าจอวิดีโอ ยิ่งผู้ใช้หมุนวงล้อออกจากตำแหน่งเริ่มต้นมากเท่าไหร่ ความเร็วในการควบคุมในเกมก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น แป้นหมุนถือเป็นคอนโทรลเลอร์แบบอนาล็อกแรกๆ แต่ความนิยมลดลงเมื่อเกมประเภท “ตีลูกบอล” เริ่มไม่ได้รับความนิยม Atari ยังได้พัฒนาคอนโทรลเลอร์แบบแป้นหมุนสำหรับเกมขับรถ Indy 500 บน Atari 2600 ซึ่งมีลักษณะและการทำงานคล้ายกับแป้นหมุนทั่วไป แต่สามารถหมุนวงล้อได้อย่างต่อเนื่องและไม่มีแป้นหมุนเสริม

จอยสติ๊กถือเป็นอีกหนึ่งคอนโทรลเลอร์ยุคบุกเบิกที่สำคัญ โดยจอยสติ๊กมาตรฐานของ Atari ที่พัฒนาขึ้นสำหรับ Atari 2600 ในปี 1977 ถือเป็นจอยสติ๊กสำหรับคอนโซลเครื่องแรก มันมาพร้อมกับปุ่มยิงเพียงปุ่มเดียวและคันโยกสำหรับควบคุมทิศทาง ก่อนที่จะมีการนำจอยสติ๊กมาใช้กับคอนโซลและเกมอาร์เคด เทคโนโลยีนี้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อใช้ในกิจการทางทหารและการบินและอวกาศ จอยสติ๊กไฟฟ้าแบบสองแกนแรกถูกประดิษฐ์ขึ้นโดย C.B. Mirick ที่ U.S. Naval Research Laboratory และได้รับการจดสิทธิบัตรในปี 1926 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ควบคุมเครื่องบินไร้คนขับ ในช่วงทศวรรษ 1960 จอยสติ๊กเริ่มแพร่หลายในระบบควบคุมเครื่องบินจำลองด้วยวิทยุ และ NASA ยังได้นำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ในภารกิจอวกาศ Apollo, Mercury และ Gemini เพื่อให้นักบินอวกาศสามารถควบคุมการหมุนของยานได้ด้วยตนเอง คอนโทรลเลอร์แบบปุ่มกดก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่ใช้กันในยุคแรกๆ ซึ่งมักมีการออกแบบที่เรียบง่ายและง่ายต่อการเรียนรู้

วิวัฒนาการของคอนโทรลเลอร์ในยุคทองของเกมคอนโซล

Atari และจอยสติ๊กมาตรฐาน

จอยสติ๊กของ Atari 2600 ที่วางจำหน่ายในปี 1977 ถือเป็นหนึ่งในคอนโทรลเลอร์ที่โดดเด่นและเป็นที่จดจำมากที่สุดในประวัติศาสตร์วิดีโอเกม มันกลายเป็นสัญลักษณ์ของวิดีโอเกมยุคคลาสสิก ด้วยปุ่มสีแดงสดเพียงปุ่มเดียวและจอยสติ๊กหกเหลี่ยมที่แข็งแรง รูปแบบการควบคุมนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพ จนคอนโทรลเลอร์เกมสมัยใหม่เกือบทุกรุ่นยังคงมีรูปแบบที่คล้ายคลึงกัน แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้าง ต่อมา Atari ได้พยายามสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ด้วยคอนโทรลเลอร์สำหรับ Atari 5200 ซึ่งใช้อุปกรณ์โพเทนชิโอมิเตอร์แบบอนาล็อกเพื่อให้สามารถควบคุมทิศทางได้ 360 องศา และยังมีแผงปุ่มกดในตัว แม้ว่า Atari จะเป็นผู้บุกเบิกจอยสติ๊กในฐานะรูปแบบการควบคุมหลักสำหรับคอนโซล แต่ความพยายามในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ในภายหลังก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร

Nintendo และการปฏิวัติ D-Pad

ในปี 1985 Nintendo Entertainment System (NES) ได้วางจำหน่ายพร้อมกับคอนโทรลเลอร์ที่เป็นปฏิวัติวงการ คอนโทรลเลอร์ของ NES มีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า และมาพร้อมกับแผงควบคุมทิศทาง (D-pad) ซึ่งกลายเป็นมาตรฐานในเวลาต่อมา พร้อมด้วยปุ่มแอ็คชั่นสองปุ่ม และปุ่ม Start และ Select แม้ว่าการออกแบบจะเรียบง่าย แต่คอนโทรลเลอร์ของ NES ก็มีความสะดวกสบายและใช้งานได้หลากหลาย สามารถใช้เล่นเกมได้หลากหลายประเภท Gunpei Yokoi นักประดิษฐ์ชาวญี่ปุ่นเป็นผู้สร้างสรรค์ D-pad ซึ่งเป็นแผงควบคุมทิศทางแบบดิจิทัลรูปทรงกากบาทที่สามารถควบคุมได้ด้วยนิ้วโป้ง รูปแบบพื้นฐานของคอนโทรลเลอร์ NES ได้กลายเป็นแม่แบบสำหรับเกมแพดในอนาคต Nintendo ยังได้ทดลองกับคอนโทรลเลอร์ที่เป็นเอกลักษณ์อื่นๆ สำหรับ NES เช่น ปืนแสง Zapper และหุ่นยนต์ R.O.B. (Robotic Operating Buddy) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพยายามในการสร้างสรรค์วิธีการควบคุมเกมที่แปลกใหม่ในยุคแรกๆ D-pad ถือเป็นนวัตกรรมที่สำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากมันมอบวิธีการควบคุมการเคลื่อนที่ที่แม่นยำและใช้งานง่ายกว่าจอยสติ๊กสำหรับเกมหลายประเภท และการออกแบบของ Nintendo ก็กลายเป็นที่นิยมและมีอิทธิพลอย่างมาก

Sega Genesis และการเพิ่มปุ่ม

Sega Genesis หรือ Mega Drive ที่วางจำหน่ายในปี 1988 มาพร้อมกับคอนโทรลเลอร์ที่มีปุ่มแอ็คชั่นสามปุ่มและ D-pad คอนโทรลเลอร์นี้ถือเป็นการอัปเกรดเล็กน้อยจากคอนโทรลเลอร์ของ Sega Master System รุ่นก่อนหน้า ต่อมา Sega ได้เปิดตัวคอนโทรลเลอร์แบบหกปุ่ม ซึ่งคาดว่าเป็นผลมาจากความต้องการของเกมต่อสู้แนวอาร์เคด เช่น Street Fighter II คอนโทรลเลอร์ของ Genesis ยังได้รับการออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์เพื่อให้ผู้เล่นจับถือได้สบายยิ่งขึ้น Sega ตระหนักถึงความจำเป็นในการมีรูปแบบการควบคุมที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นสำหรับเกมบางประเภท ซึ่งนำไปสู่การเพิ่มจำนวนปุ่มแอ็คชั่น และแนวโน้มนี้ก็ดำเนินต่อไปในคอนโทรลเลอร์รุ่นต่อๆ มา

Super Nintendo และมาตรฐานใหม่

ในปี 1990 Super Nintendo Entertainment System (SNES) ได้เปิดตัวพร้อมกับคอนโทรลเลอร์ที่ได้รับการปรับปรุงและยกระดับไปอีกขั้น คอนโทรลเลอร์ของ SNES มีปุ่มแอ็คชั่นสี่ปุ่มวางเรียงกันเป็นรูปข้าวหลามตัด ปุ่ม Shoulder สองปุ่ม และรูปทรงที่โค้งมนมากขึ้น การออกแบบนี้ได้รับการเลียนแบบโดยคอนโทรลเลอร์ส่วนใหญ่ที่ออกมาหลังจากนั้น คอนโทรลเลอร์ของ SNES มีความสะดวกสบายในการจับถือ และผู้เล่นสามารถกดปุ่มหลายปุ่มพร้อมกันได้อย่างสะดวก ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเกมอย่าง Street Fighter II รูปแบบพื้นฐานของคอนโทรลเลอร์ SNES ได้กลายเป็นมาตรฐานโดยพฤตินัยสำหรับอุตสาหกรรมเกมมาอย่างยาวนาน คอนโทรลเลอร์ของ SNES ได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับดีไซน์ของเกมแพด โดยผสมผสานความสะดวกสบาย จำนวนปุ่ม และหลักสรีรศาสตร์ได้อย่างลงตัว ซึ่งส่งผลอย่างมากต่อคอนโทรลเลอร์ในยุคต่อๆ มา

การเปลี่ยนผ่านสู่ 3D: คอนโทรลเลอร์ Analog และยุค 64-bit

Nintendo 64 และการนำเสนอ Analog Stick

ในปี 1996 Nintendo 64 ได้วางจำหน่ายพร้อมกับคอนโทรลเลอร์ที่มีการออกแบบที่แปลกตาด้วยสามง่าม คอนโทรลเลอร์นี้เป็นหนึ่งในคอนโทรลเลอร์แรกๆ ที่มี Analog Stick ซึ่งกลายเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการควบคุมการเคลื่อนที่ที่แม่นยำในสภาพแวดล้อม 3D นอกจาก Analog Stick แล้ว คอนโทรลเลอร์ของ N64 ยังมีปุ่มถึง 14 ปุ่มและ D-pad การออกแบบสามง่ามมีจุดประสงค์เพื่อให้ผู้เล่นสามารถจับคอนโทรลเลอร์ได้หลายแบบ ขึ้นอยู่กับประเภทของเกมที่เล่น ไม่ว่าจะเป็นเกม 2D หรือ 3D อย่างไรก็ตาม การออกแบบโดยรวมของคอนโทรลเลอร์นี้ก็ได้รับการตอบรับที่หลากหลาย แม้ว่า Analog Stick จะเป็นนวัตกรรมที่สำคัญ คอนโทรลเลอร์ของ Nintendo 64 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการนำเสนอการควบคุมแบบอนาล็อกสู่กระแสหลัก ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการสำรวจโลกของเกม 3D ที่กำลังเติบโต แม้ว่าการออกแบบโดยรวมจะดูแปลกตาไปบ้างก็ตาม

Nintendo Wii และการควบคุมด้วย Motion

ในปี 2006 Nintendo ได้เปิดตัวเครื่องเล่นเกม Wii พร้อมกับ Wii Remote หรือ Wiimote ซึ่งเป็นการปฏิวัติรูปแบบการควบคุมเกมอีกครั้ง ถึงแม้ Wiimote จะยังมีปุ่มและ D-pad อยู่บ้าง แต่สิ่งที่ทำให้มันแตกต่างจากคอนโทรลเลอร์อื่นๆ คือระบบ Motion Control เทคโนโลยีนี้ทำให้ผู้เล่นสามารถควบคุมเกมได้ด้วยการเคลื่อนไหวของ Wiimote ในอากาศ Wiimote ยังมีเซ็นเซอร์อินฟราเรดที่ช่วยให้ผู้เล่นสามารถชี้ไปยังหน้าจอเพื่อควบคุมเมนูต่างๆ ได้ นอกจากนี้ ผู้เล่นยังสามารถถือ Wiimote ในแนวนอนเพื่อใช้เป็นคอนโทรลเลอร์แบบดั้งเดิมได้อีกด้วย Wiimote ได้เปิดโลกแห่งเกมรูปแบบใหม่ๆ ที่เน้นการเคลื่อนไหวของผู้เล่น ซึ่งไม่สามารถทำได้ด้วยคอนโทรลเลอร์แบบเดิม

คอนโทรลเลอร์สำหรับ Virtual Reality: ยุคใหม่แห่งการเล่นเกม

เทคโนโลยี Virtual Reality (VR) ได้เปิดประสบการณ์การเล่นเกมในรูปแบบใหม่ที่สมจริงและดื่มด่ำยิ่งกว่าเดิม และคอนโทรลเลอร์สำหรับ VR ก็มีบทบาทสำคัญในการทำให้ผู้เล่นสามารถโต้ตอบกับโลกเสมือนจริงได้อย่างเป็นธรรมชาติ

PlayStation VR

Sony ได้เข้าสู่ตลาด VR ด้วย PlayStation VR สำหรับ PlayStation 4 ในปี 2016 ซึ่งรองรับคอนโทรลเลอร์หลายประเภท

  • DualShock 4: คอนโทรลเลอร์มาตรฐานของ PS4 ยังคงสามารถใช้เล่นเกม VR บางเกมได้
  • PlayStation Move: คอนโทรลเลอร์แบบแท่งพร้อมลูกแก้วเรืองแสงที่ด้านบน ใช้เซ็นเซอร์ของ PlayStation Camera ในการติดตามการเคลื่อนไหวของผู้เล่น ทำให้สามารถจำลองการเคลื่อนไหวของมือในโลกเสมือนจริงได้อย่างแม่นยำ
  • PlayStation VR Aim Controller: คอนโทรลเลอร์รูปทรงคล้ายปืน ออกแบบมาสำหรับเกมยิง VR โดยเฉพาะ มีปุ่มควบคุมต่างๆ ครบครันและให้ความรู้สึกในการเล็งและยิงที่สมจริง

PlayStation VR2

PlayStation VR2 สำหรับ PlayStation 5 ที่เปิดตัวในปี 2023 ได้นำเสนอคอนโทรลเลอร์ VR ที่ออกแบบมาใหม่โดยเฉพาะ

  • PS VR2 Sense Controllers: คอนโทรลเลอร์สองข้างที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี Haptic Feedback และ Adaptive Triggers เช่นเดียวกับ DualSense ทำให้การโต้ตอบในโลก VR มีความรู้สึกสมจริงยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีระบบ Finger Touch Detection ที่สามารถตรวจจับการเคลื่อนไหวของนิ้วผู้เล่นได้

เส้นทางของ PlayStation: จาก DualShock สู่ DualSense

PlayStation Controller: จุดเริ่มต้น

PlayStation ได้เปิดตัวในปี 1994 พร้อมกับคอนโทรลเลอร์รุ่นแรก คอนโทรลเลอร์นี้ได้รับแรงบันดาลใจจากคอนโทรลเลอร์ของ Super Nintendo โดยมีรูปแบบปุ่มที่คล้ายคลึงกัน แต่ได้เพิ่มปุ่ม Shoulder คู่ที่สอง (L2/R2) สิ่งที่โดดเด่นอีกอย่างคือการใช้สัญลักษณ์ทางเรขาคณิต (สามเหลี่ยม วงกลม กากบาท สี่เหลี่ยม) แทนตัวอักษรหรือตัวเลขสำหรับปุ่มแอ็คชั่น ซึ่งกลายเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ PlayStation นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มส่วนที่จับ (Grip Handles) เพื่อให้จับถือได้สบายยิ่งขึ้นสำหรับการเล่นเกม 3D คอนโทรลเลอร์รุ่นแรกของ PlayStation ได้วางรากฐานที่แข็งแกร่งโดยการนำการออกแบบที่ประสบความสำเร็จของ SNES มาปรับปรุง พร้อมทั้งเพิ่มนวัตกรรมอย่างปุ่ม Shoulder ที่สองเพื่อรองรับการเล่นเกมในสภาพแวดล้อม 3D สัญลักษณ์ปุ่มที่เป็นเอกลักษณ์ยังช่วยสร้างอัตลักษณ์ให้กับแบรนด์ PlayStation อีกด้วย

Dual Analog Controller: ก้าวแรกสู่ Analog คู่

ในปี 1997 PlayStation ได้เปิดตัว Dual Analog Controller ซึ่งเป็นคอนโทรลเลอร์รุ่นแรกของ PlayStation ที่มี Analog Stick ในตอนแรก คอนโทรลเลอร์นี้มีระบบสั่น (Rumble Feature) ในรุ่นที่วางจำหน่ายในญี่ปุ่น แต่ถูกตัดออกในรุ่นที่วางจำหน่ายในอเมริกาเหนือและยุโรป นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มปุ่ม Shoulder อีกสองปุ่ม เหนือปุ่ม Shoulder เดิม Dual Analog Controller ยังมี “Flightstick Mode” สำหรับเกมบางเกม การเปิดตัว Dual Analog Controller ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาคอนโทรลเลอร์เกมสมัยใหม่ โดยเป็นการตระหนักถึงความสำคัญของการควบคุมแบบอนาล็อกสำหรับเกม 3D และเป็นการปูทางไปสู่ความสำเร็จของ Analog Stick คู่ในอนาคต

DualShock: การสั่นสะเทือนที่เปลี่ยนโลก

ในช่วงปลายปี 1997 PlayStation ได้เปิดตัว DualShock Controller สิ่งที่โดดเด่นที่สุดคือการเพิ่มมอเตอร์สั่นสองตัว ทำให้เกิดระบบสั่นสะเทือน (Force Feedback) ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ “DualShock” นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุง Analog Stick โดยเพิ่มยางหุ้มและทำให้ก้านยาวขึ้น เพื่อให้ควบคุมได้ดียิ่งขึ้น เกม Ape Escape ที่วางจำหน่ายในปี 1999 เป็นเกมแรกที่กำหนดให้ผู้เล่นต้องใช้คอนโทรลเลอร์ประเภท DualShock/Dual Analog เนื่องจากรูปแบบการเล่นที่ต้องใช้ Analog Stick ทั้งสองข้าง DualShock ได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางว่าเป็นคอนโทรลเลอร์ PlayStation ที่ดีที่สุดในยุคนั้น และได้กลายเป็นมาตรฐานสำหรับคอนโทรลเลอร์ PlayStation รุ่นต่อๆ มา การเปิดตัว DualShock ถือเป็นการปฏิวัติคอนโทรลเลอร์เกมอย่างแท้จริง โดยระบบสั่นสะเทือนได้เพิ่มมิติใหม่ให้กับประสบการณ์การเล่นเกม ทำให้ผู้เล่นรู้สึกถึงเหตุการณ์ในเกมได้อย่างสมจริงยิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการปรับปรุง Analog Stick คู่ ทำให้ DualShock กลายเป็นคอนโทรลเลอร์ที่ประสบความสำเร็จและมีอิทธิพลอย่างมาก

DualShock 2: การปรับปรุงและต่อยอด

PlayStation 2 ที่วางจำหน่ายในปี 2000 มาพร้อมกับ DualShock 2 Controller โดยภายนอกยังคงมีดีไซน์ที่คล้ายกับ DualShock รุ่นแรก แต่มีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย สิ่งที่ได้รับการปรับปรุงที่สำคัญคือการเพิ่มระบบ Pressure-Sensitive Buttons (ยกเว้นปุ่ม L3, R3 และ Analog) ซึ่งทำให้ผู้เล่นสามารถควบคุมการกระทำในเกมได้อย่างละเอียดมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ Analog Stick ยังมีความหนืดมากขึ้น และระบบสั่นสะเทือนก็ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้น DualShock 2 ยังสามารถใช้งานได้กับเกมของ PlayStation รุ่นแรก DualShock 2 มุ่งเน้นไปที่การปรับปรุงดีไซน์เดิมของ DualShock โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเพิ่มความสามารถในการตรวจจับแรงกดของปุ่ม ซึ่งทำให้การควบคุมในเกมมีความละเอียดและหลากหลายมากยิ่งขึ้น

Sixaxis และ DualShock 3: ยุคแห่ง Motion Control

ในปี 2006 PlayStation 3 ได้เปิดตัวพร้อมกับ Sixaxis Controller คอนโทรลเลอร์นี้มาพร้อมกับการเชื่อมต่อแบบไร้สายผ่าน Bluetooth และเทคโนโลยี Six-Axis Motion Sensing อย่างไรก็ตาม ในช่วงแรก Sixaxis Controller ไม่มีระบบสั่นสะเทือน เนื่องจากปัญหาด้านสิทธิบัตร ต่อมาในปี 2007/2008 Sony ได้เปิดตัว DualShock 3 Controller ซึ่งได้นำระบบสั่นสะเทือนกลับมาอีกครั้ง ทำให้ชื่อ “DualShock” กลับมาเป็นที่คุ้นเคย นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย เช่น ปุ่ม Analog Triggers ได้เข้ามาแทนที่ปุ่ม L2/R2 แบบ Pressure-Sensitive และปุ่ม PlayStation ได้เข้ามาแทนที่ปุ่ม Analog Sixaxis Controller ได้ถูกยกเลิกการผลิตในเวลาต่อมา ในยุคของ PlayStation 3 ได้มีการนำเสนอระบบ Motion Control ผ่าน Sixaxis ซึ่งต่อมา DualShock 3 ก็ได้รวมเอาความสามารถนี้ไว้ด้วย พร้อมทั้งนำระบบสั่นสะเทือนกลับมา เพื่อมอบประสบการณ์การเล่นเกมที่หลากหลายและสมจริงยิ่งขึ้น

DualShock 4: Touchpad และการเชื่อมต่อที่หลากหลาย

ในปี 2013 PlayStation 4 ได้เปิดตัวพร้อมกับ DualShock 4 Controller ซึ่งมีการออกแบบใหม่ทั้งหมดตามหลักสรีรศาสตร์ สิ่งที่โดดเด่นคือการเพิ่ม Touchpad แบบ Capacitive ซึ่งเปิดโอกาสให้เกิดรูปแบบการเล่นเกมใหม่ๆ นอกจากนี้ยังมีลำโพงในตัว ช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มม. และ Light Bar สำหรับ PlayStation Camera ในการติดตามการเคลื่อนไหวของผู้เล่น ปุ่ม Start และ Select ถูกแทนที่ด้วยปุ่ม Options และ Share ต่อมาเมื่อ PlayStation 4 Pro เปิดตัว ก็ได้มีการอัปเกรด DualShock 4 ให้สามารถใช้งานผ่านสาย USB ได้ และทำให้ Light Bar สามารถมองเห็นได้บน Touchpad DualShock 4 ถือเป็นการออกแบบใหม่ที่สำคัญ โดยมีการเพิ่มคุณสมบัติใหม่ๆ เช่น Touchpad และการเชื่อมต่อที่หลากหลาย เพื่อยกระดับประสบการณ์การเล่นเกมและการใช้งานของผู้เล่น ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงภูมิทัศน์ของเกมที่เปลี่ยนแปลงไปและการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมที่เพิ่มมากขึ้น

DualSense: สัมผัสใหม่แห่งการเล่นเกม

ในปี 2020 PlayStation 5 ได้เปิดตัวพร้อมกับ DualSense Controller คอนโทรลเลอร์นี้มาพร้อมกับการออกแบบที่ล้ำสมัยด้วยสีทูโทนและรูปทรงที่ถูกออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์มากยิ่งขึ้น คุณสมบัติที่สำคัญที่สุดคือ Haptic Feedback ที่สมจริงและ Adaptive Triggers ที่ตอบสนองต่อการกระทำในเกม นอกจากนี้ยังมีไมโครโฟนในตัว และปุ่ม Share ถูกแทนที่ด้วยปุ่ม Create พอร์ต USB-C ถูกนำมาใช้สำหรับการชาร์จ DualSense ถือเป็นก้าวกระโดดครั้งสำคัญในเทคโนโลยีคอนโทรลเลอร์ โดยใช้ Haptic Feedback และ Adaptive Triggers ขั้นสูงเพื่อสร้างประสบการณ์การเล่นเกมที่สมจริงและสัมผัสได้มากกว่าที่เคยมีมา

เทคโนโลยีเบื้องหลัง DualSense: Haptic Feedback และ Adaptive Triggers

Haptic Feedback ใน DualSense ใช้ Voice-Coil Actuators ซึ่งให้ความรู้สึกที่แม่นยำและละเอียดอ่อนกว่ามอเตอร์สั่นสะเทือนแบบเดิม เทคโนโลยีนี้สามารถจำลองความรู้สึกต่างๆ ในเกมได้อย่างสมจริง เช่น ความขรุขระของการขับรถผ่านโคลน แรงถีบของอาวุธ หรือผลกระทบจากสภาพแวดล้อม

Adaptive Triggers (ปุ่ม L2 และ R2) สามารถปรับระดับความต้านทานและความตึงได้ คุณสมบัตินี้ถูกนำมาใช้ในเกมต่างๆ เพื่อจำลองความรู้สึกของการกระทำ เช่น การดึงสายธนู การเหยียบเบรกของรถ หรือความแตกต่างของอาวุธแต่ละชนิด

นอกจากนี้ Sony ยังได้เปิดตัว DualSense Edge Controller ซึ่งมีตัวเลือกการปรับแต่งทริกเกอร์, Analog Stick และปุ่มต่างๆ เพิ่มเติม พร้อมทั้งยังคงคุณสมบัติ Haptic Feedback และ Adaptive Triggers ไว้

Haptic Feedback และ Adaptive Triggers ของ DualSense แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าครั้งสำคัญในเทคโนโลยีคอนโทรลเลอร์ โดยเป็นการขยายขอบเขตของความสมจริงและมอบวิธีการใหม่ๆ ให้ผู้พัฒนาเกมสามารถดึงดูดผู้เล่นผ่านประสบการณ์สัมผัสได้

บทสรุป: ความสำคัญของวิวัฒนาการคอนโทรลเลอร์ต่อประสบการณ์การเล่นเกม

ตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนาน คอนโทรลเลอร์เกมได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญมากมาย ตั้งแต่การออกแบบที่เรียบง่ายในยุคแรกๆ ไปจนถึงคอนโทรลเลอร์ที่ซับซ้อนและเต็มไปด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบัน วิวัฒนาการของคอนโทรลเลอร์มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการกำหนดรูปแบบของวิดีโอเกมและประสบการณ์ของผู้เล่น คอนโทรลเลอร์แต่ละรุ่นได้สร้างขึ้นจากดีไซน์รุ่นก่อนหน้า พร้อมทั้งนำเสนอเทคโนโลยีและคุณสมบัติใหม่ๆ เพื่อยกระดับการเล่นเกมและความสมจริง DualSense เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงนวัตกรรมที่ไม่หยุดนิ่งในการออกแบบคอนโทรลเลอร์เกม และมีศักยภาพที่จะปฏิวัติวิธีการที่เรามีปฏิสัมพันธ์กับโลกเสมือนจริงต่อไป

ตาราง: วิวัฒนาการของคอนโทรลเลอร์เกมที่สำคัญ

ชื่อคอนโทรลเลอร์ปีที่วางจำหน่ายผู้ผลิตคุณสมบัติ/นวัตกรรมหลัก
Spacewar! Control Pad1962Alan Kotok และ Bob Saundersสวิตช์ควบคุมทิศทาง, ปุ่มเร่งเครื่อง/ไฮเปอร์สเปซ, ปุ่มยิงตอร์ปิโด
Magnavox Odyssey Controller1972Magnavoxปุ่มรีเซ็ต, ปุ่มหมุนสองปุ่ม (แนวนอน/แนวตั้ง)
Atari Joystick1977Atariปุ่มยิงหนึ่งปุ่ม, จอยสติ๊ก 8 ทิศทาง
NES Controller1985NintendoD-pad, ปุ่มแอ็คชั่น A/B, ปุ่ม Start/Select
Sega Genesis Controller (3 ปุ่ม)1988SegaD-pad, ปุ่มแอ็คชั่น A/B/C, ปุ่ม Start
SNES Controller1990NintendoD-pad, ปุ่มแอ็คชั่น A/B/X/Y, ปุ่ม Shoulder L/R
PlayStation Controller1994Sony Interactive EntertainmentD-pad, ปุ่มแอ็คชั่น △/○/×/□, ปุ่ม Shoulder L1/R1/L2/R2, ส่วนจับ
Nintendo 64 Controller1996NintendoAnalog Stick, D-pad, ปุ่มแอ็คชั่น, ปุ่ม Z
Dual Analog Controller1997Sony Interactive EntertainmentAnalog Stick คู่แรก, ปุ่ม Shoulder เพิ่มเติม
DualShock1997Sony Interactive EntertainmentAnalog Stick คู่, ระบบสั่นสะเทือน
Dreamcast Controller1998SegaAnalog Stick, D-pad, ปุ่มแอ็คชั่น, Analog Trigger, VMU
Nintendo GameCube Controller2001NintendoAnalog Stick คู่, C-Stick, ปุ่มแอ็คชั่น, Analog Trigger L/R
Xbox Controller (“The Duke”)2001MicrosoftAnalog Stick คู่, D-pad, ปุ่มแอ็คชั่น, Analog Trigger L/R, ช่องใส่ Memory Unit
DualShock 22000Sony Interactive EntertainmentAnalog Stick คู่, ปุ่ม Pressure-Sensitive, ระบบสั่นสะเทือนที่ปรับปรุง
Wii Remote (Wiimote)2006NintendoMotion Control, ปุ่มชี้ IR, D-pad, ปุ่มแอ็คชั่น
Sixaxis Controller2006Sony Interactive Entertainmentการเชื่อมต่อไร้สาย Bluetooth, Six-Axis Motion Sensing
DualShock 32007/2008Sony Interactive Entertainmentการเชื่อมต่อไร้สาย Bluetooth, Six-Axis Motion Sensing, ระบบสั่นสะเทือน, Analog Triggers
Xbox 360 Controller2005MicrosoftAnalog Stick คู่, D-pad, ปุ่มแอ็คชั่น, Analog Trigger L/R, ปุ่ม Guide
DualShock 42013Sony Interactive EntertainmentTouchpad, ลำโพงในตัว, ช่องเสียบหูฟัง, Light Bar, ปุ่ม Options/Share
Xbox One Controller2013MicrosoftAnalog Stick คู่, D-pad, ปุ่มแอ็คชั่น, Analog Trigger L/R พร้อม Haptic Feedback, ปุ่ม Menu/View
PlayStation VR (DualShock 4)2016Sony Interactive Entertainmentคอนโทรลเลอร์มาตรฐานพร้อม Motion Sensing
PlayStation VR (PS Move)2016Sony Interactive EntertainmentMotion Tracking, ปุ่มควบคุม
PlayStation VR (Aim Controller)2017Sony Interactive Entertainmentออกแบบสำหรับเกมยิง VR, Motion Tracking
DualSense2020Sony Interactive EntertainmentHaptic Feedback, Adaptive Triggers, ไมโครโฟนในตัว, ปุ่ม Create, USB-C
Xbox Wireless Controller2020MicrosoftAnalog Stick คู่, D-pad, ปุ่มแอ็คชั่น, Analog Trigger L/R พร้อม Haptic Feedback, ปุ่ม Share, USB-C
PlayStation VR2 (Sense Controllers)2023Sony Interactive EntertainmentHaptic Feedback, Adaptive Triggers, Finger Touch Detection, Inside-out Tracking

Leave a reply

Loading Next Post...
Follow
Sign In/Sign Up Sidebar Search
Loading

Signing-in 3 seconds...

Signing-up 3 seconds...